Galaxy S20 | S20+ และ Galaxy S20 Ultra เก่าแต่ก็เก๋า

Galaxy S20

ภาพจาก : flickr.com
brand : Samsung

ไม่ใช่รุ่นใหม่แต่เครื่องแรง Galaxy S20 | S20+ และ Galaxy S20 Ultra

นี่เป็นโทรศัพท์ที่อยู่ในตระกูล Galaxy S20 ที่เคยได้ทำการเปิดตัวออกมานานแล้วซึ่งในตอนนี้ก็ได้มีการเปิดตัวรุ่นใหม่ S21 ไปแล้ว แต่ด้วยความน่าสนใจของสเปคที่เรียกได้ว่าไม่ได้น้อยไปกว่ารุ่นใหม่ล่าสุดเลย และที่สำคัญสามารถนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นใหม่ๆที่กำลังออกใหม่นี้

ที่มาของชื่อรุ่นที่ข้ามจากรุ่น s10 ไปเป็นรุ่น s20 เพื่อเป็นการรับในทศวรรษใหม่คือของปี 2020 นั่นเองในรูปแบบของการตลาดของทาง Samsung คือต้องการบอกว่ามันคือการเปลี่ยนเป็นทศวรรษใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นี่คือการเป็นการเริ่มต้นที่ดี และ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของที่มาของชื่อรุ่น Galaxy S20 ในบทความครั้งนี้เราก็จะมาพูดถึง Galaxy S20 | S20+ | S20 Ultra ทั้งสามรุ่นที่ได้ออกมาพร้อมกันในปี 2020

มาพูดถึงความสามารถของฝั่ง S20 ก่อนละกัน คือตัวจอภาพจะเป็นจอภาพแบบ Infinity-O Display ขนาด 6.2 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X และออกแบบมาให้สามารถป้องกันน้ำและฝุ่นในมาตรฐานแบบ IP68 ตัวกล้องหลังจะมีสามตัว กล้องตัวแรก 12 MP – Ultra Wide F2.2 กล้องตัวที่สอง 12 MP – Wide F1.8 และกล้องตัวที่สาม 64 MP – Tele F2.0 กล้องหน้าของตัวเครื่องจะมีความละเอียดที่ 10MP F2.2 เลนส์ Dual Pixel

สามารถถ่ายครั้งเดียวได้ทั้งวิดิโอและภาพนิ่งที่ไม่ซ้ำใครได้สูงสุด 14 แบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพแบบ Ultra Wide หรือ Bokeh หรือแบบหน้าชัดหลังละลายแบบความชัด 8K

มีความสามารถในการซูมได้ถึง 30 เท่า ซึ่งเรียกว่า Space Zoom แบตเตอรี่ที่ให้มามี ความจุ 4,000mAh ซึ่งรองรับ Fast Wireless Charging 2.0 สามารถเป็นตัวจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

ในเรื่องของราคาของเครื่องนี้จะอยู่ที่ประมาณ 28,900 บาทซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้ามือถือชั้นนำทั่วไป สีที่มีให้เลือกซื้อได้จะมีอยู่สามสีคือ cosmic gray, cloud blue และสีสุดท้าย cloud pink

ฝั่งของ S20+ มีความสามารถที่อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยมาดูกันที่หน้าจอเป็นหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X Infinity-O ขนาด 6.7 นิ้ว Quad HD+ (3200 × 1440 pixels), HDR10+ อัตราการรีเฟรชหน้าจออยู่ที่ 120Hz ในส่วนของกล้องจะมีกล้องหลัง 4 ตัว กล้องตัวแรกเป็น 64MP Dual Pixel 12MP (f/1.8) OIS กล้องตัวที่สองเป็นเลนส์เทเล 64MP (f/2.0) ซึ่งสามารถซูมได้แบบ Hybrid Optic ได้ 3X ซึ่งซูมได้แบบ Super Resolution ได้ 30X กล้องตัวที่สามเป็นเลนส์กว้าง 120องศา 12MP (f/2.2) และอันสุดท้ายเป็นเลนส์ตรวจจับความลึก Depth Vision

mobile
ภาพจาก : flickr.com
brand : Samsung

เครื่องนี้สามารถถ่ายวิดิโอได้ที่ความละเอียด 8K เหมือนกับ s20 กล้องหน้าเป็น Dual Pixel 10MP ที่ถ่ายได้กว้าง 80องศา มีค่าที่ (f/2.2)

แบตเตอรี่ที่ให้มามีความจุมากกว่า s20 เป็นความจุ 4,500mAh ที่สามารถรองรับการชาร์จเร็วเหมือนเครื่องรุ่นก่อน แต่จะอยู่ที่ 25W และยังคงสามารถเป็นตัวจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

ราคาของตัวเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 31,900 บาท และสีที่ให้เลือกซื้อมีสามสีคือ cosmic black, cosmic gray และสีสุดท้ายคือ cloud blue

ในส่วนของเครื่องรุ่นสุดท้ายคือรุ่น s20 ultra ในส่วนของหน้าจอเป็นหน้าจอ Infinity-O Display พาแนลจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียดสูงสุด Quad HD+ (3200x1440px) รองรับ HDR10+ รองรับรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz

กล้องมีทั้งหมด 4 ตัวเหมือนกับตัว s20+ คือกล้องหน้าเป็นกล้องหลัก 108 ล้านพิกเซล f/1.8 ระบบโฟกัส PDAF และมี OIS กล้องตัวที่สองเป็นกล้องTelephotoแบบ Periscope 48 ล้านพิกเซล F/3.6 มีฟีเจอร์ Space Zoom สูงสุด 100 เท่า กล้องตัวที่สามเป็นกล้อง Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล F/2.2 กล้องตัวสุดท้ายเป็นกล้อง DepthVision

ความสามารถด้านการบันทึกวิดิโอจะเป็นการบันทึกวิดิโอได้สูงสุด 8K กล้องหน้าของตัวเครื่องสามารถรองรับได้สูงสุดถึง UHD(3840×2160)@60fps

แบตเตอรี่ของเครื่องนี้จะมีความเยอะกว่าอีกสองรุ่นเป็นความจุที่ 5,000mAh มีการรองรับการชาร์จไวที่ 45W ซึ่งมากกว่าอีกสองรุ่นและสามารถที่จะเป็นตัวจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่รองรับได้ ราคาของเครื่องจะอยู่ที่ 39,900 บาท และสีที่มีวางจำหน่ายให้อยู่มีสองสีคือ Cosmic Grey และสี Cosmic Black

จากที่ดูทั้งหมดโดยรวมแล้วทั้งสามเครื่องมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย และรุ่นที่มีสเปคที่แรงที่สุดก็เป็น Galaxy S20 Ultra ถ้าหากใครสนใจจะนำเอาไปเปรียบเทียบกับรุ่นใหม่ Galaxy S21 series ว่ามีการอัพเกรดอะไรบ้างก็ได้

สามารถติดตามอ่านข่าวสารอื่นๆได้ที่ : inwesport

แหล่งที่มา : mxphone.com / wemall.com / nuuneoi.com / store.ais.co.th / tech-hangout.com / samsung.com